วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

บทเรียนจากแผ่นดินไหวในประเทศเฮติกับประเทศญี่ปุ่น


เหตุการณ์สำคัญของโลกที่เกิดขึ้นในปีใหม่หรือปี 2553 ก็คือแผ่นดินไหวในประเทศเฮติ ซึ่งเป็นเกาะเล็กๆ เกาะหนึ่งในมหาสมุทรคาริเบียนในอเมริกากลาง หากไม่มีเหตุการณ์ที่สะเทือนใจเกิดขึ้นก็ไม่มีใครรู้จักหรือสนใจประเทศนี้ เมื่อ 10 ปีก่อน ประเทศเฮติได้ตกเป็นข่าวครึกโครมของโลก เพราะมีการปฏิวัติรัฐประหารเพื่อล้มรัฐบาลของประธานาธิบดี Jean Bertrand Aristide ผู้เคยเป็นนักสอนศาสนา แต่พอมาดำรงตำแหน่งเป็นผู้นำของประเทศเฮติได้เป็นเวลาเนิ่นนานพอสมควร ก็เริ่มมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปในทางเผด็จการ จนทำให้ฝ่ายค้านและชาวเฮติส่วนหนึ่งลุกฮือขึ้นมาขับไล่เขาลงจากตำแหน่ง

เมื่อบ้านเมืองเกิดวิกฤต สหรัฐฯ จึงเข้ามาแทรกแซงโดยลักพาตัวนาย Aristide และเนรเทศเขาไปอยู่ในแอฟริกาใต้ ในประวัติศาสตร์ของประเทศเฮติ ได้มีการก่อรัฐประหารมาแล้ว 2 ครั้ง แต่ก็ต้องให้อภัยเพราะประเทศเฮติเป็นประเทศด้อยการพัฒนา โดยประชากรประมาณร้อยละ 50 ยังอ่านหนังสือไม่ออก จึงไม่ค่อยมีความตื่นตัวทางการเมืองและต่อต้านรัฐประหาร สำหรับประเทศไทยซึ่งเจริญกว่ามากและเกือบจะไม่มีประชากรที่อ่านหนังสือไม่ออก แต่ก็มีการก่อการปฏิวัติรัฐประหารถึง 17 ครั้ง ซึ่งมากที่สุดในโลก และสมควรที่จะต้องบันทึกไว้ในสมุด Guinness Book of Records
แผ่นดินไหวในประเทศเฮตินั้น นับว่าร้ายแรงมากเพราะมีความรุนแรงถึงระดับ 7 ริคเตอร์ ซึ่งในระดับนี้สามารถทำให้ตึกถล่มได้หากตึกนั้นมิได้สร้างขึ้นมาเพื่อรับการสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว ล่าสุด มีผู้เสียชีวิตกว่า 7 หมื่นคนแล้ว และยังมีคนอีกจำนวนมากที่ยังค้นหาไม่พบ จึงคาดว่าจำนวนผู้เสียชีวิตในเฮติอาจจะเยียบแสนก็ได้

รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ โดยการเสนอแนะของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ประกาศว่าจะให้เงินช่วยเหลือประมาณ 8 แสนบาท ในขณะที่องค์กรอื่นๆ ในประเทศไทยได้รวบรวมเงินช่วยเหลือได้หลายล้านบาทแล้ว ทำให้ดูเสมือนว่าเงินช่วยเหลือของรัฐบาลเป็นของเล่นเด็ก แต่ก็ต้องให้อภัยสำหรับรัฐบาลที่บริหารโดยเด็ก ความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สินจากภัยธรรมชาติครั้งนี้อาจจะน้อยลงหากประชาชนชาวเฮติมีการเตรียมตัวเพื่อรับแผ่นดินไหวที่ดีกว่านี้ ทั้งนี้เพราะประเทศเฮติเป็นประเทศด้อยพัฒนาและประชาชนชาวเฮติมีการศึกษาต่ำและใช้ชีวิตอยู่อย่างตามบุญตามกรรม แม้กระทั่งประเทศญี่ปุ่นที่มีระดับการพัฒนาที่สูงกว่าประเทศเฮติหลายเท่า ก็ยังไม่สามารถป้องกันการสูญเสียจากภัยธรรมชาตินี้ได้

เมื่อวันที่ 17 มกราคม ศกนี้ ได้มีการรำลึกการครบรอบ 25 ปีของภัยพิบัติในประเทศญีปุ่น ที่เรียกว่า Hanshin earthquake ที่อุบัติขึ้นในวันที่ 17 มกราคม 2538 เวลา 05.46 น. อนึ่ง คำว่า Hanshin หมายถึงพื้นที่ที่ครอบคลุมเมืองโอซากาและเมืองโกเบ คนไทยส่วนใหญ่มักจะรู้จักคำว่า Kansai ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ใหญ่กว่าและประกอบไปด้วยจังหวัดโอซากา โฮโยโก (เมืองโกเบอยู่ในจังหวัดนี้) นารา วากายามา มิเอะ ชิกา และเกียวโต ด้วย แผ่นดินไหวครั้งนี้มีระดับความแรงถึง 6.8 ริคเตอร์ซึ่งต่ำกว่าของเฮติเพียงเล็กน้อย ถึงกระนั้นก็ตาม ก็มีคนเสียชีวิตจากแผ่นดินไหวเกือบ 6 หมื่นคนซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเมืองโกเบ
เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่นับว่าร้ายแรงที่สุดในรอบศตวรรษก็คือแผ่นดินไหวในกรุงโตเกียวที่เรียกว่า The Great Kanto earthquake ในปี 2466 ที่มีระดับความรุนแรงถึง 8.3 ริคเตอร์ อนึ่ง คำว่า Kanto นี้ หมายถึงภาคกลางของประเทศญีปุ่นที่ในยุคโตกูงาวาเรียกว่า Edo ภาคนี้ประกอบด้วยจังหวัดโตเกียว ชิบะ อิบารากิ ไซตามะ กูนมะ คานางาวา และโตชิงิ แผ่นดินไหวครั้งนี้มีคนเสียชีวิตถึง 1 แสน 4 หมื่นคน โดยตัวเลขที่แน่นอนของผู้เสียชีวิตยังไม่ปรากฏชัด ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่จะอยู่ในกรุงโตเกียว คนจำนวนมากเสียชีวิตจากไฟครอกเนื่องจากท่อแก๊สรั่วทำให้เกิดเพลิงไหม้ทั่วเมือง โดยปกติแล้ว คนญี่ปุ่นเขาได้รับการฝึกอบรมเป็นอย่างดีเกี่ยวกับการเอาตัวรอดเมื่อมีภัยธรรมชาติ โดยอาจจะถือว่าสัญชาตญานในการป้องกันภัยธรรมชาติอยู่ในสายเลือดคนญี่ปุ่นก็ได้

ลักษณะประจำชาติของคนญีปุ่นที่คนทั่วโลกรู้จักก็คือ คนญีปุ่นมีวินัยสูง มีความอดทนและขยันหมั่นเพียร ความสามัคคี การทำงานเป็นทีม และมีความรับผิดชอบต่อสังคมโดยเฉพาะต่อชุมชนที่เขาอาศัยอยู่ ในทุกครัวเรือนจะมีการเตรียมถุงหรือแบ๊กแพ็กยังชีพเพื่อไว้ใช้ในกรณีที่เกิดแผ่นดินไหวหรือภัยธรรมชาติอื่นๆ ภายในถุงนั้นจะบรรจุอาหารกระป๋อง อาหารแห้ง ข้าว ไฟฉายและแบตเตอรี่ ไม้ขีดไฟ แปรงสีฟันและยาสีฟัน ผ้าเช็ดตัว หมวกนิรภัย ยา วิทยุ และเครื่องอุปโภคบริโภคอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการยังชีพ เพื่อนำมาใช้ได้ทันทีในกรณีมีแผ่นดินไหว นอกจากนี้ เขายังได้รับการฝึกฝนเกี่ยวกับมาตรการปลอดภัยอีกด้วย เช่น เวลาอยู่ในบ้านหรือตึก ให้อยู่ใกล้เสาหลักของบ้าน และให้มุดใต้โต๊ะเพื่อให้โต๊ะเป็นกำบัง เป็นต้น หากสมาชิกครอบครัวอยู่กระจัดกระจาย ก็ให้เดินทางมารวมกัน ณ จุดใดจุดหนึ่ง โดยให้เดินตามรางรถไฟในเส้นทางที่กำหนดไว้ก่อนแล้ว
ในเรื่องวินัยนั้น คนไทยเป็นรองประเทศอื่น การขาดวินัยทางการเมืองของคนไทยก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ประเทศไทยไม่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย เพราะผู้ใหญ่ในประเทศไทยมักจะทำตัวให้อยู่เหนือกฏกติกา จึงทำให้มีการฉีกรัฐธรรมนูญถึง 17 ครั้ง เราคงไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ หรือมาเลเซียในเรื่องวินัย แม้แต่คนเวียตนามก็ยังมีวินัยดีกว่าเรา คนไทยควรจะเรียนรู้จากบทเรียนของแผ่นดินไหวในประเทศเฮติและประเทศญี่ปุ่น และซึมซับถึงความสำคัญของการมีวินัยและการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับภัยธรรมชาติ การมีวินัยไม่เพียงแต่จะช่วยชีวิตคนไทยในกรณีภัยธรรมชาติเช่นซึนามิ แผ่นดินไหว หรืออุทกภัยได้เท่านั้น

หากแต่จะสามารถช่วยประเทศชาติให้รอดพ้นจากวิกฤตการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และการปกครองหรือการครอบงำโดยกลุ่มผู้นิยมเผด็จการได้อีกด้วย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น